fbpx

ห้องว่างในบ้านก็มี เปิดเป็นโฮฒสเตย์คนชราสักห้องสองห้องกันดีมั้ย?

ห้องว่างในบ้านก็มี เปิดเป็นโฮฒสเตย์คนชราสักห้องสองห้องกันดีมั้ย?

คงต้องยอมรับว่า ตัวเลขผู้สูงอายุในประเทศไทยมีแนวโน้มสูงขึ้น อีกทั้งมีอายุยืนยาว ไม่ต่างกับประเทศญี่ปุ่น ซึ่งประการกรกลุ่มนี้ต้องการทั้งสถานพยาบาล บ้านพักอาศัย ในยามแก่ชรา ส่งผลให้ปัจจุบันเริ่มมีผู้เล่นในตลาดนี้มากขึ้น โดยที่ผ่านมา มีไม่กี่บริษัทที่มองเห็นโอกาสทางการตลาด พัฒนาโครงการเมืองสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งการเริ่มเข้าสู่ตลาดเป็นรายแรกย่อมได้เปรียบ

อย่างไรก็ตามทุกคนต้องเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น ต้องเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้า ทั้งการดูแลรักษาตนเอง ทั้งสุขภาพและจิตใจ ไม่เพียงเท่านั้น จะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับที่พักอาศัยอันเหมาะสมสำหรับวัย รวมถึงสถานพยาบาลใกล้บ้าน ซึ่งตลาดคนสูงวัยไม่ใช่เล็ก ๆ ดังนั้น จึงเป็นโอกาสให้ธุรกิจเกี่ยวเนื่องต่างได้อานิสงส์ไปด้วย ทั้งคนรับจ้างดูแลรายวัน รายเดือน ซึ่งสูงไม่แพ้มนุษย์เงินเดือน กลุ่มธุรกิจวัสดุก่อสร้าง สุขภัณฑ์ ที่มีการปรับรูปแบบดีไซน์รองรับตลาดกลุ่มนี้ รวมถึงโรงพยาบาล

แต่ทั้งนี้ ในสเต็ปแรกมีการปรับแบบบ้านเพื่อรองรับผู้สูงอายุ เนื่องจากการซื้อบ้านแต่ละหลังต้องใช้เป็นที่อยู่อาศัยระยะยาว เมื่อสูงวัยมากขึ้นต้องสามารถอยู่ภายในบ้านหลังนั้นได้อย่างเป็นสุข ดังนั้น จึงออกแบบให้สามารถปรับการใช้พื้นที่ได้ทุกระดับอายุจนถึงวัยชรา สำหรับสเต็ปที่ 2 คือ การปรับโครงการเก่า แม้จะขายไปแล้วก็ตาม แต่บริษัทจะออกแบบรองรับไว้ให้ลูกค้า หากต้องการปรับแบบดัดแปลงใหม่ในอนาคตสำหรับผู้สูงอายุ เช่น พ่อแม่อายุตั้งแต่ 60-80 ปี

อย่างไรก็ตาม นอกจากบริษัทพัฒนาที่ดินเริ่มปรับตัว เพิ่มพื้นที่สำหรับคนวัยนี้มากขึ้น เพราะเป็นตลาดใหญ่ กำลังซื้อสูง สำหรับธุรกิจเนิร์สซิ่งโฮม ซึ่งเป็นบ้านสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ปัจจุบันมีเอกชนเปิดเฉลี่ยประมาณ 10-20 เตียง เช่นเดียวกับหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งเห็นความสำคัญ โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โรงพยาบาลของรัฐ ขณะโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งปรับตัวหมดแล้ว ที่จะมีส่วนบริการสำหรับคนกลุ่มนี้

สำหรับมุมสะท้อนของ นายธนากร ธนวริทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออลล์ อิน สไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ที่ยอมรับว่า แนวโน้มในอีก 4-5 ปีข้างหน้า จะมีผู้สูงอายุเกิดขึ้นจำนวนมากและจะเป็นตลาดค่อนข้างใหญ่ สำหรับบริษัทพัฒนาที่ดิน สถานพยาบาล และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ซึ่งหากเวลานั้นใกล้เข้ามา บริษัทต้องปรับเข้าไปลุยตลาดกลุ่มนี้แน่นอน

จากตัวเลขของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่ออกมาระบุว่า ในปี 2563 จะมีผู้สูงอายุมากขึ้น 13 ล้านคน หรือ 20% จากจำนวนประชากรทั้งหมด ส่งผลให้มีผู้ประกอบการเปิดธุรกิจดูแลผู้สูงอายุระยะยาว และสถานพยาบาลกว่า 800 ราย ในจำนวนนี้อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครประมาณ 400 ราย แต่ทั้งนี้ตัวเลขอาจสูงกว่าที่ระบุไว้ เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานที่กำกับธุรกิจนี้เป็นการเฉพาะ หรือ ยังไม่มีกฎหมายบังคับให้ธุรกิจนี้ต้องขึ้นทะเบียน

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุมีจุดอ่อนของการพัฒนาธุรกิจ นั่นคือ ขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้และทักษะการจัดการบริการสำหรับผู้สูงอายุ ได้แก่ แพทย์ พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล ผู้ดูแลผู้สูงอายุ รวมทั้งนักธุรกิจ ดังนั้น จึงควรกำหนดเป็นมาตรฐานเดียวกัน

โดยเฉพาะค่าจ้างในการรับดูแลผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ อัตราไม่ตํ่ากว่า 2 หมื่นบาทต่อเดือน หรือ บางบ้านถูกเรียก 3 หมื่นบาทขึ้นไป แต่นี่คือ ค่าจ้างสำหรับคนที่ไม่มีทักษะที่ผ่านการอบรมให้ความรู้จากภาครัฐ ขณะเอกชนได้นำนวัตกรรมวัสดุก่อสร้างสุขภัณฑ์ จัดทำโซนสำหรับผู้สูงอายุภายในบ้านและสถานพยาบาล ทั้งพื้นที่ที่มีความยืดหยุ่น กันกระแทก กันลื่น ราวจับ แต่ราคาแสนแพงใช่เล่น ส่งผลให้ผู้มีรายได้น้อยไม่สามารถเข้าถึงได้

หากใครคิดจะทำบ้านพักคนชราแบบประหยัด หรือเปลี่ยนบ้านที่มีให้เป็นโฮมสเตย์สำหรับคนชราเพื่อหารายได้เสริม ก็อย่าลืมเพื่อนแท้เงินด่วน ที่สามารถให้คุณกู้เงินดอกเบี้ยต่ำ แถมยังปลอดค่าธรรมเนียมเป็นตัวเลือกแรก เพราะโอกาสในการทำธุรกิจอยู่แค่เอื้อมมือ ขอแค่มีเงินลงทุน ธุรกิจคุณก็สามารถก้าวกระโดดได้อีกไกล

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ฐานเศรษฐกิจ

Leave Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *